ห้ามพลาด!! อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ลุกเดินไม่ได้ และเป็นอยู่บ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ จะเป็นอันตรายหรือไม่!!

เชื่อว่าหลายคนคงสงสัยว่า เกิดอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน ลุกเดินไม่ได้ และเป็นอยู่บ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ จะเป็นอันตรายหรือไม่ ผู้มีอาการเหล่านี้ไม่ต้องกังวล

          ผู้ที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน จะมีอาการหลักที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์คืออาการเวียนศีรษะ แต่อยากจะทำความเข้าใจว่าอาการเวียนศีรษะจริงๆ แล้วเกิดได้จากสาเหตุอื่นๆ ได้มากมายนอกเหนือไปจากโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน แต่ถ้าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะต้องมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น รู้สึกแน่นในหู มีเสียงรบกวนในหู ซึ่งอาจดังต่อเนื่อง หรือดังเป็นพักๆ หรือบางรายรู้สึกเหมือนมีเสียงลมพัดอยู่ในหู ซึ่งอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน จะเป็นอยู่นานไม่ต่ำกว่า 20 นาทีจนถึงหลายชั่วโมง หรืออาจรุนแรงถึงขั้นคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย และหลังจากนั้นอาจมึนงงทรงตัวลำบากต่อได้อีกหลายวัน นอกจากนี้ยังมีอาการหูอื้อ การได้ยินลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการต่างๆ เหล่านี้ราว 1-2 วัน แล้วค่อยๆ ดีขึ้นจนกลับมาเป็นปกติ แล้วก็กลับมาเป็นซ้ำได้ ซึ่งความถี่ของอาการเวียนศีรษะจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

          โรคนี้พบมากในช่วงอายุ 30-60 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิง และส่วนมากเป็นในหูข้างเดียว แต่ก็อาจเป็นทั้งสองหูได้

          โรคน้ำในหูไม่เท่ากันเป็นภาวะที่มีน้ำในหูชั้นในคั่งหรือมีความดันเพิ่มขึ้นซึ่งยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการสร้างน้ำในหูชั้นในมากขึ้น, ท่อทางเดินน้ำในหูชั้นในแคบทำให้การไหลเวียนไม่สะดวก, มีการดูดซึมน้ำในหูชั้นในกลับน้อยกว่าปกติ หรือเกิดจากภาวะภูมิแพ้

          การจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จากการซักประวัติ, ตรวจร่างกาย และตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจการได้ยิน ซึ่งมีเกณฑ์ในการวินิจฉัยแน่ชัดไม่ใช่วินิจฉัยจากอาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียว ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจนก็อาจต้องอาศัยการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น ตรวจประสาททรงตัว, ตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan หรือ MRI) สมองและหูชั้นใน

          การรักษาหลักคือ รักษาอาการเวียนศีรษะ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม, พักผ่อนให้เพียงพอ และรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ผู้ป่วยส่วนใหญ่รับประทานยาแก้เวียนศีรษะได้ผลดี ทั้งนี้การใช้ยาขึ้นกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย บางรายเพียงแต่รับประทานยาแก้อาการเวียนศีรษะเป็นครั้งคราว บางรายมีอาการเวียนศีรษะบ่อยจนรบกวนชีวิตประจำวัน อาจจำเป็นต้องรับประทานยาต่อเนื่องเป็นเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรงรับประทานยาแล้วได้ผลไม่เต็มที่ แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาเข้าไปในหูชั้นกลาง เพื่อให้ยาซึมผ่านเข้าไปในหูชั้นในหรือใช้วิธีการผ่าตัด แต่เนื่องจากโรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงยังไม่มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรค และไม่ได้เป็นโรคที่ร้ายแรง ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องต่อเนื่อง ก็จะควบคุมอาการเวียนศีรษะได้และสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

          ผู้ป่วยโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน ควรลดภาวะเครียด ทำอารมณ์ให้แจ่มใส ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญควรควบคุมอาหารเค็ม และบริหารประสาททรงตัว ซึ่งจะช่วยทำให้ควบคุมอาการเวียนศีรษะได้ดีขึ้น

ที่มา : http://www.topicza.com/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *